|
 |
|
เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส
ขอต้อนรับสู่การเดินทางเพื่อการพักผ่อนและน่าจดจำตลอด 2 ชั่วโมง กับเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส สัมผัสกับความหรูหราด้วยอาหารมื้อค่ำที่แสนจะโรแมนติกกับคนรู้ใจที่ไม่มีวันลืมเลือน
บรรยากาศอันแสนโรแมนติค ตื่นตาตื่นใจจะเริ่มขี้น เพียงคุณได้ย่างก้าวสู่เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส คุณจะ สัมผัสได้ถึงความหรูหรา ยิ่งใหญ่ตระการตาของตัวเรือ พร้อมที่นั่งอันหรูหราถึง 350 ที่นั่ง บรรยากาศบนเรือตกแต่งด้วยศิลปกรรม ผสมผสาน สไตล์ ไทยประยุกต์ ทั้งยังได้แบ่งสัดส่วนเพื่อความรู้สึกที่แต่งต่างไว้เป็น 2 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นห้องปรับอากาศ ส่วนชั้นที่ 2 เป็นแบบเปิดโล่ง สำหรับท่านที่ชื่นชอบสายลมธรรมชาติ เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ได้ออกแบบให้มีดาดฟ้าที่สูงกว่าเรือลำอื่นๆ ดังนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความโปร่งสบาย ลิ้มรสกับอาหารไทยและอาหารนานาชาติแบบบุฟเฟ่ต์ ภายใต้แสงเทียน เพลิดเพลินกับดนตรีแซกโซโฟนและนักร้องฟิลิปินส์ ในสไตล์ Pop Jazz พร้อมชมบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน พร้อมสถาปัตยกรรมอันมีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามล้ำเลิศ ที่จะประดับประดาแสงไฟไว้อย่างสวยงาม อาทิเช่น พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม พระราชวังบางขุนพรหม วัดกัลยาณมิตร สะพานพระราม 8 ฯลฯ
|
|
|
โปรแกรมการล่องเรือ |
|
| เวลา 19.30 น. |
ลงทะเบียน ที่ท่าเรือริเวอร์ซิตี้ สี่พระยา (ถนนเจริญกรุง ซอย 30) บริเวณท่าเรือที่ 1 (Pier 1) พนักงานของเราพร้อมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านด้วยความเป็นมิตร
|
| เวลา 19.45 น. |
เรือล่องออกจากริเวอร์ซิตี้ มุ่งสู่สะพานพระราม 8 โดย "เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส" พาท่านล่องชม ความงามของสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืน.... ทันทีที่ท่านได้ย่างก้าวเข้าสู่เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ท่านจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการ ของตัวเรือ พร้อมทั้งตื่นตาตื่นใจไปกับการประดับประดาเรือ ด้วยสถาปัตยกรรมอันทันสมัยและการจัดที่นั่งที่หรูหรามีระดับอันน่าหลงใหล เริ่มต้นความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มเวลคัมดริ้งฟรุ๊ตพั้นซ์ และดรายแสน็คที่เราได้จัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน จิบเครื่องดื่มเย็นฉ่ำ เคล้าเสียงเป่าแซกโซโฟนบรรเลงจากนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ ในหลากหลายบทเพลงที่ท่านคุ้นเคย
|
| เวลา 20.00 น. |
เวลาสำหรับความอร่อยกับอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติเลิศรส ภายใต้ความโรแมนติคของแสงเทียนและเสียงเพลงสากลที่ท่านชื่นชอบโดยนักร้องเสียงเสน่ห์จากฟิลิปปินส์ ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในมุมมองที่ท่านอาจมิได้สัมผัสบ่อยนัก อาทิเช่น วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณราชวราราม วัดพระแก้ว สะพานพระราม 8 พระราชวังบางขุนพรหม และสถานที่สวยงามต่างๆ อีกมากมาย ที่จะสร้างความประทับใจมิรู้ลืม
|
| เวลา 21.45 น. |
เรือล่องกลับเข้าสู่ ท่าเรือริเวอร์ซิตี้ โดยสวัสดิภาพ......
|
|
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับความสนุกสนานและประทับใจ ภายใต้ความทรงจำที่ดีกับการร่วมเดินทางไปกับเรา "เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส"
|
|
เรือล่องทุกวัน 19.45 21.45 น. ที่ท่าริเวอร์ซิตี้ (สี่พระยา) |
|
|
|
|
การท่องเที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา |
|
เรือเจ้าพระยาปริ้นเซสจะพาคุณสู่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา การท่องเที่ยวจะเริ่มจากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยรถโค้ช โดยจุดแรกนั้น จะแวะที่พระราชวังบางปะอิน ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อน ซึ่งก่อสร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย หลังจากนั้น คุณจะได้มีโอกาสแสดง ความจงรักภักดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสักการะพระพุทธรูปที่สูงใหญ่ของชาวพระนครศรีอยุธยา ที่วัดมหาธาตุอีกด้วย จากนั้น คุณจะได้เดินทางสู่วัดใหญ่ชัยมงคล ซึ่งเป็นสมรภูมิระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า และนี่คือการสิ้นสุดการท่องเที่ยวโดยรถโค้ช
หลังจากนั้นคุณจะได้ลงเรือที่มีความงดงามซึ่งตกแต่งด้วยศิลปะสมัยสุโขทัยและมีส่วนหัวเรือแบบสมัยใหม่ กลับสู่กรุงเทพฯ ระหว่างที่นั่งเรือนั้น คุณจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบเนื่องกันมาแต่ก่อนเก่า ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
|
|
|
พระราชวังบางปะอิน
ประวัติความเป็นมาตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า พระเจ้าปราสาททอง เป็นผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณเกาะบางปะอินเป็นที่ประสูติของพระองค์ และเป็นเคหสถานเดิมของพระมารดา ซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพบเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งแล้วเรือเกิดล่มตรงเกาะบางปะอิน พระเจ้าปราสาททอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นบนเกาะบางปะอินตรงบริเวณเคหสถานเดิมของพระมารดาในปี พ.ศ. 2175 พระราชทานชื่อว่า "วัดชุมพลนิกายาราม" และให้ขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นกลางเกาะเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส แล้วสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งที่ริมสระน้ำนั้น พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์"
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้น ซึ่งใช้เป็นที่ประทับและต้อนรับพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆ เป็นครั้งคราว
|
|
|
วัดใหญ่ชัยมงคล
เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไทย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ตามประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 สำหรับเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา ในปี พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ขนานนามว่า "พระเจดีย์ชัยมงคล" แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเรียกว่า "พระเจดีย์ใหญ่" เวลาผ่านไปวัดนี้จึงถูกเรียกชื่อเป็น "วัดใหญ่ชัยมงคล" วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 และเพิ่งจะตั้งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวร เพื่อเป็นที่ถวายสักการะบูชาและปฏิบัติพระกรรมฐาน ปัจจุบันมีการสร้างพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีผู้นิยมไปนมัสการอย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมาก
|
|
|
วัดมหาธาตุ
ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมา สมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด เมื่อ พ.ศ.1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู่ เมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดพบของโบราณหลายชิ้นที่สำคัญ คือ ผอบศิลา ภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุถูกนำไปประดิษฐานไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา สิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่าง คือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ
|
|
|
ศูนย์ศิลปชีพบางไทร
เป็นศูนย์สาธิตและจำหน่ายศิลปหัตถรรม งานฝีมือที่มีคุณภาพมาตรฐานจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อฝึกอาชีพเกี่ยวกับงานศิลปหัตถรรมให้แก่เกษตรกร มีแผนกฝึกอบรมทั้งสิ้น 30 แผนก อาทิ การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยพืช และสามารถเที่ยวชมภายในหมู่บ้านศิลปาชีพฯ "วังปลา" พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาคารฝึก อบรมงานศิลปาชีพ "ศาลาพระมิ่งขวัญ" ซึ่งเป็นอาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพของนักเรียนศิลปาชีพ สักการะบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิมฯ ณ ศาลาโรงช้าง
|
|
|
เกาะเกร็ด
เกาะเกร็ด เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงส่วนที่เป็นแหลม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2265 เรียกว่า "คลองลัดเกร็ดน้อย" ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้นเซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ชื่อที่เรียกนั้น ชื่อเดิมเรียกว่า เกาะศาลากุน เกาะเกร็ดมีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สังเกตได้จากวัดวาอารามต่างๆ บนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะในสมัยอยุธยา แต่ได้มาร้างผู้คนเมื่อพม่าเข้ามายึดกรุงศรีอยุธยาได้ หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากสินมหาราช จึงโปรดให้ชาวมอญเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ชาวมอญบนเกาะเกร็ดนั้นมีทั้งที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้ว เกาะศาลากุน จึงมีฐานะเป็นตำบลและเรียกว่า ตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงมีชื่อว่า เกาะเกร็ด การคมนาคมบนเกาะจะใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์
|
|